โลกร่วมสมัย

การเกิดสงครามและผลของสงครามโลกครั้งที่ 1

สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มหาสงคราม (Great War) เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 และสิ้นสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918  เป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งของประเทศในทวีปยุโรปและลุกลามไปยังประเทศต่างๆ  กว่า 30 ประเทศทั่วโลก

มูลเหตุของสงครามเกิดจากความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ ความหวาดระแวงระหว่างมหาอำนาจของยุโรป ทำให้ต่างแข่งขันกันทางด้านทหารและหาพันธมิตรโดยการทำสัญญาผูกมัดกัน จนทำให้ยุโรปแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ กลุ่มไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี และอิตาลี อีกฝ่าย ได้แก่ กลุ่มไตรภาคีระหว่างประเทศ (Triple Entente) ประกอบด้วย ประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย และอังกฤษ ความไม่ไว้วางใจ ความกลัวระหว่างกลุ่มพันธมิตรทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้น และขยายความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหาในบริเวณคาบสมุทรบอลข่าน (Balkan) ซึ่งเป็นดินแดนที่มหาอำนาจต่างต้องการขยายอิทธิพลและเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

 

      

ที่มา : http://i6.photobucket.com/albums/y220/londonboi

 

ชนวนสงครามเกิดมาจากการลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมารออสเตรีย อาร์คดุ๊ก ฟรานซี เฟอร์ดินันด์ (Archduke Francis Ferdinad) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.  1914 ขณะเสด็จเยือนเมืองซาราเยโว (Sarayevo) เมืองหลวงของบอสเนีย (Bosnian) เหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ครั้งนี้เป็นต่อต้านออสเตรีย-ฮังการี ที่เข้ามายึกครองบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (Bosnia-Herzegovina) เมื่อ ค.ศ. 1908 ของชาวเซิร์บ (Serb) ออสเตรีย-ฮังการี จึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย เป็นผลให้รัสเซียเข้าช่วยเซอร์เบีย ขณะที่เยอรมันไม่ต้องการให้รัสเซียและฝรั่งเศสแทรกแซง แต่สองมหาอำนาจไม่ปฏิบัติตาม ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามข้อผูกพันต่อพันธมิตรของฝ่ายตน เยอรมันจึงประกาศสงครามกับรัสเซียและฝรั่งเศสตามลำดับ รวมทั้งอังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมัน สงครามระหว่างสองฝ่ายจึงเกิดขึ้นและขยายต่อไปนอกยุโรป มีกองกำลังจากอาณานิคมจากทั่วโลกของอังกฤษและฝรั่งเศสเข้าช่วยเหลือฝ่ายเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการี ได้ตุรกีและบัลกาเรีย เป็นพันธมิตร รวมเรียกว่า ฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers) ส่วนอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ต่อมารู้จักในนาม ฝ่ายสัมพันธมิตร (The Allies) และสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ใน ค.ศ. 1917 หลังจากเยอรมันประกาศใช้เรือดำน้ำทำลายเรือข้าศึกและเรือชาติอื่นรวมทั้งได้ทำลายเรือสินค้าของสหรัฐอเมริกาด้วย สงครามสิ้นสุดโดยฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ สงครามโลกครั้งที่ 1 สู้รบกันเป็นเวลานานถึง 4 ปี 3 เดือน เมื่อเยอรมันประสบความพ่ายแพ้ยอมยุติสงคราม และลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 หลังจากนั้นประเทศสัมพันธมิตรก็เตรียมจัดทำสนธิสัญญาสันติภาพกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง แต่ละประเทศสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างประเทศสัมพันธมิตรกับเยอรมนีในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919   ก็เป็นอันปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 1 ลง สงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 8 ล้านคน หลายล้านคนบาดเจ็บและอีกหลายล้านคนพิการตลอดชีวิต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่พลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากพอ ๆ กับฝ่ายทหารที่เกี่ยวข้องในการการรบ

    

ที่มา : http://thaimilitary.multiply.com/journal/item/20

 

ผลของสงคราม

สงครามครั้งนี้เป็นการรบแบบใหม่ใช้อาวุธที่ผลิตได้จำนวนตามกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม อาวุธชนิดใหม่ ได้แก่

  1. ปืนกล (machine gun) ซึ่งมีประสิทธิภาพมาก การป้องกันตัวจากปืนใหญ่และการสาดกระสุนของปืนกลคือการขุดสนามเพลาะ(trench) เป็นแนวยาวเพื่อซุ่มซ่อนตัวเป็นวัน สัปดาห์หรือเดือน

  2.  เครื่องบิน (airplane) ยังเป็นระยะเริ่มต้นพัฒนา โดยเป็นเครื่องบินใบพัดซึ่งบินไม่ได้เร็วนัก ใช้บินลาดตระเวนหรือหย่อนระเบิดพื้นที่เป้าหมาย

            3. รถถัง (tank) อังกฤษเป็นผู้นำมาใช้ใน พ.ศ.2459 ทำให้การบุกฝ่าเข้าปในแดนข้าศึกสะดวกขึ้น

4. เรือดำน้ำ (submarine) เยอรมนีเป็นผู้นำมาใช้เพื่อการยุทธเป็นจำนวนมาก คนไทยในสมัยนั้นเรียกว่าเรืออู  (U-boat) เป็นมหันตภัยสำหรับการขนส่งสินค้าของฝ่ายพันธมิตรมาก

    5. ก๊าซพิษ (poison gas) เป็นการใช้สารเคมีในการทำร้ายคู่ต่อสู้ ซึ่งความรุนแรงของสารเคมีมีตั้งแต่ทำให้ระคายเคือง อาเจียน ผิวหนังปริแตก หายใจไม่ออก จนกระทั่งรุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิตภายในไม่กี่นาที ถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่ผลิตง่าย ใช้เวลาน้อยและราคาถูก เช่น ก๊าซน้ำตา ก๊าซมัสตาร์ด ก๊าซไซยาไนด์ และก๊าซทำลายระบบประสาท เป็นต้น เยอรมนีเป็นฝ่ายริเริ่มใช้ก่อน ทำให้ในสงครามนี้ทหารทั้ง 2 ฝ่ายต้องใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตนเอง

 

        

ที่มา : http://www.bloggang.com

 

การรบดำเนินไปจนถึง ค.ศ. 1917  ก็ยังไม่มีใครแพ้ชนะ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างได้รับความเสียหาย    ครั้นใน ค.ศ.1918 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น 2 เหตุการณ์  คือ

1)  การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซีย ทำให้รัสเซียถอนตัวออกจากสงครามในต้น ค.ศ.1919

2)  สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1918  ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนขวัญและกำลังใจของฝ่ายพันธมิตรเป็นอันมาก

 

ที่มา : http://img.online-station.net

การเกิดสงครามและผลของสงครามโลกครั้งที่ 2

 สงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) เป็นสงครามที่ขยายขอบเขตมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และยืดเยื้อเกือบ 6 ปี คือ ตั้งแต่ ค.ศ. 1939-1945 มูลเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดจากความไม่พอใจของฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อข้อตกลงสันติภาพโดยเฉพาะสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) และความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศในช่วงทศวรรษที่ 1930 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression 1929)รวมทั้งการก้าวขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองของกลุ่มเผด็จการลัทธินาซีในเยอรมนี ลัทธิฟาสซิสต์ที่นำโดย เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)ในอิตาลี และความต้องการเป็นผู้นำแห่งเอเชียของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซีในเยอรมนี ที่ต้องการทำลายข้อตกลงสันติภาพของสนธิสัญญาแวร์ซายส์

จุดเริ่มต้นของสงครามเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 เยอรมนียกกองทัพบุกโปแลนด์ ซึ่งประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาประกันอธิปไตยของโปแลนด์ไว้ ทั้งสองประเทศยื่นคำขาดต่อเยอรมันให้ถอนทหารออกจากโปแลนด์แต่ไม่เป็นผล จึงประกาศสงครามกับเยอรมนี และในเวลาไม่นานสงครามได้ขยายออกไปทั่วทวีปยุโรป เอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย ตลอดจนมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ

 

ประเทศคู่สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายอักษะ (Axis) ประกอบด้วย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศในทิศทางเดียวกัน คือ การรุกรานและขยายอำนาจ และฝ่ายสัมพันธมิตร (Allies) ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ระยะแรกของสงครามสหรัฐอเมริกายังไม่เข้าร่วมสงคราม จนกระทั่ง ค.ศ. 1941  ญี่ปุ่นได้โจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่ เพิร์ล ฮาเบอร์ สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามต่อญี่ปุ่น หลังจากนั้นอิตาลีและเยอรมนีประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น จึงเป็นการผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร

ในช่วงแรกของสงคราม แม้ว่าฝ่ายอักษะจะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือฝ่ายสัมพันธมิตร โดยสามารถยึดยุทธภูมิทั้งในยุโรป เอเชียและแอฟริกาได้ แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบในระยะหลังโดยเฉพาะหลังจากการที่เยอรมนีพยายามบุกภาคเหนือของรัสเซียไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้เสียกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปมาก รวมทั้งหลังจากสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้มีกำลังมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งสามารถขับกองทัพฝ่ายอักษะออกจากแอฟริกาเหนือได้ ใน ค.ศ. 1943 และใน ค.ศ. 1944 เข้ายึดดินแดนในยุโรปที่เคยเสียกลับคืนมาได้ จนในที่สุดก็ยึดกรุงเบอร์ลิน ทำใหเยอรมนียอมแพ้สงคราม ขณะที่ทางตะวันออก ญี่ปุ่นยังต่อสู้โดยไม่ยอมจำนน จนสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม 1945 ตามลำดับ ญี่ปุ่นจึงประกาศยอมแพ้สงคราม สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงยุติลง

       

ที่มา :  http://www.archives.gov/research/ww2/photos/images/

 

ผลของสงคราม

สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวงยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งแรก เพราะการรบดำเนินไปในบริเวณกว้าง มีประเทศที่เข้าเกี่ยวข้องในการสงครามมากกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอานุภาพของอาวุธที่ทันสมัยขึ้น ได้แสดงประสิทธิภาพในการสังหารหรือก่อความเสียหายให้อีกฝ่าย นอกจากนั้นในสงครามครั้งนี้ได้มีการทำลายล้างชีวิตคนเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ อันเนื่องมาจากนโยบายทำลายล้างชาวยิวของฮิตเลอร์ (ประมาณ 6 ล้านคน) และการใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมจำนน ประมาณว่ามีทหารเสียชีวิต 15 ล้านคน และพลเรือน  35 ล้านคน ที่น่าสังเกตคือเมื่อสงครามดำเนินไป การโจมตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้กลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงเหมือนในระยะแรก ๆ  ถ้าหากมนุษย์ชาชินกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่าความรู้สึกทางด้านมนุษยธรรมได้ลดน้อยถอยลงแล้ว

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงกว่า 50 ปีแล้ว และองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1935 โดยมีสมาชิกแรกเริ่ม 51 ประเทศก็ยังคงทำหน้าที่อยู่ แต่มนุษย์ก็ยังไม่วางใจว่าภาวะแห่งสันติภาพของโลกจะยืนยาวไปอีกนาน ความขัดแย้งยังคงปะทุอยู่ในบางมุมของโลก แต่ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นยังอยู่ในขอบเขตจำกัด สิ่งที่มนุษย์สะพรึงกลัวก็คือ หากเกิดสงครามครั้งต่อไป เมื่อนั้นพลเมืองโลกส่วนหนึ่งอาจสูญสลายไปในพริบตาด้วยอานุภาพของอาวุธมหาประลัยที่มนุษย์ใช้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ทั่วโลกจึงตื่นตัวเมื่อมีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ เพราะนั่นเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าโลกยังไม่ปลอดภัยจากภาวะสงคราม

 

    

ที่มา : http://human.tru.ac.th

การก่อตั้งประเทศอิสราเอล

ชนชาติอิสราเอล หรือที่เรียกกันว่าชาวยิว ได้มาตั้งถิ่นฐานบริเวณประเทศอิสราเอลหรือที่ชาอาหรับเรียกว่าแผ่นดินของชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบันเมื่อราวศตวรรษที่ 5 ก่อนพุทธกาล พวกยิวได้ก่อตั้งเป็นอาณาจักรดำรงความรุ่งเรืองอยู่ได้ระยะหนึ่งก็ต้องทำสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้าน เช่น เปอร์เซียและกรีก

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 อาณาจักรของพวกยิดก็ตกอยู่ใต้อำนาจของพวกโรมัน พวกโรมันได้จับชาวยิวไปเป็นทาสและส่งไปไว้ในดินแดนต่างๆ ทั่วยุโรปซึ่งสมัยนั้นเป็นดินแดนของพวกโรมัน ส่วนดินแดนที่เป็นถิ่นเดิมของชาวยิวก็ได้มีพวกอาหรับหรือชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบันมาตั้งถิ่นฐานพำนักแทน พวกยิวไปอยู่ ณ ที่ใดก็ไม่ยอมลืมชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของตนมักจะตั้งเป็นชุมชนของตนขึ้น ณ ที่นั้น โดยไม่ยอมให้เจ้าของถิ่นกลืนชาติของตน ฉะนั้นจึงเกิดชุมชนชาวยิวตั้งอยู่ทั่วไปในดินแดนยุโรป ชุมชนชาวยิวดังกล่าวจะพูดภาษาของตน ถือศาสนายิว ยึดในขนบธรรมเนียมประเพณีของตน

ชีวิตของชาวยิวดำรงไปเช่นนี้โดยไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งชาวยุโรปได้ตั้งประเทศของตนขึ้นมาเป็นประเทศต่าง ๆ เช่น อดีตสหภาพโซเวียต เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี โปแลนด์ ออสเตรีย เป็นต้น รวมไปถึงสหรัฐอเมริกาด้วย จึงกลายเป็นว่าทุกประเทศดังกล่าวต่างมีชุมชนชาวยิวอยู่ในประเทศของตนโดยถ้วนหน้า

เนื่องจากชาวยิวเป็นชนชาติขยันขันแข็ง เฉลียวฉลาดและช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง จึงทำให้มีฐานะร่ำรวยแต่ไม่ยอมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ประชาชนเจ้าของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เจ้าของประเทศมักจะรังเกียจ และหาหนทางขับไล่ชาวยิวออกนอกประเทศ เมื่อพวกยิวถูกเจ้าของบ้านข่มเหงรังแกหนักเข้า พวกที่ทนไม่ไหวก็อพยพกลับไปอยู่ดินแดนของตนเมื่อครั้งสมัยโบราณ ซึ่งมีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่เต็มหมดแล้ว แต่เนื่องจากดินแดนปาเลสไตน์อยู่ในการปกครองของอังกฤษ อังกฤษจึงไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด

ช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกยิวได้ก่อตั้งขบวนการไซอะนิสต์ มีจุดมุ่งหมายสนับสนุนให้ชาวยิวอพยพกลับไปยังดินแดนปาเลสไตน์โดยมีพวกยิวที่ร่ำรวยสนับสนุนเรื่องการเงินนโยบายดังกล่าวทำให้ชาวยิวในประเทศต่างๆ  อพยพกลับไปอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับผู้ถือศาสนาอิสลามไม่พอใจที่พวกยิวมาแย่งดินแดนของอาหรับ พวกยิวมีความขยันขันแข็งและมีความคิดชาตินิยมจัด เมื่ออยู่ที่ใดก็จะสร้างความเจริญในชุมชนของตนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พวกปาเลสไตน์รู้สึกหวาดระแวงว่าพวกยิวจะแย่งที่ทำกินของตนจนหมดสิ้น ในปี พ.ศ. 2463 ชาวปาเลสไตน์ก็เริ่มปะทะกับชาวยิวจนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน อังกฤษพยายามแก้ไขปัญหาการวิวาทระหว่างยิวกับอาหรับ โดยการแบ่งเขตการปกครอง พวกอาหรับไม่พอใจอย่างยิ่งเพราะถือเป็นดินแดนของตน พวกยิวไม่มีสิทธิ์มาอาศัย ฝ่ายยิวก็อ้างว่าตนเคยอยู่มาก่อน พวกอาหรับมาทีหลังไม่มีสิทธิ์ห้ามปรามพวกตน

เมื่อฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนี ฮินเลอร์จึงลงมือกวาดล้างพวกยิวในเยอรมนี พราะฮิตเลอร์เกลียดชังพวกยิวอย่างรุนแรง ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพนาซีได้เข้ายึดครองประเทศต่าง ๆ ในยุโรปจึงลงมือกวาดล้างพวกยิวโดยสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม ยังผลทำให้ชาวยิวต้องล้มตายไปหลายล้านคน เหตุการณ์ดังกล่าวจังทำให้ชาวยิวหนีตาย อพยพกลับไปยังปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สหรัฐอเมริกาและอังกฤษเห็นอกเห็นใจชาวยิวจึงสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์

ขณะเดียวกันชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์ก็เริ่มปะทะกันอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เนื่องจากพวกยิวมีความสามารถในการจัดตั้งองค์กรอย่างมีระเบียบและมีความสมัครสมานสามัคคีกันอย่างดีเลิศจึงเข้ายึดแดนของชาวปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่  2 สหประชาชาติได้แก้ปัญหาปาเลสเตน์ โดยการแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ออกเป็น  2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้เป็นเขตอาศัยของพวกยิว อีกเขตหนึ่งเป็นเขตอาศัยของพวกอาหรับ การแบ่งเขตดังกล่าวทำให้อาหรับร่วมกลุ่มกันคัดค้านและเมื่ออังกฤษถอนตัวออกจากปาเลสไตน์ ประเทศอาหรับหลายประเทศ เช่น เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน อิรัก อียิปต์ ได้ส่งทหารเข้าโจมตีพวกยิวในดินแดนปาเลสไตน์ในปี พ.ศ. 2491 แม้ว่าอาหรับจะมีกำลังทหารและอาวุธมากมายกว่าพวกยิวหลายเท่า แต่พวกยิวต่อสู้อย่างห้าวหาญและมีประสิทธิภาพในการรบเหนือกว่าพวกอาหรับ ที่สำคัญคือพวกยิวถือว่าพวกตนแพ้ไม่ได้ เพราะมาถึงทางตันแล้วหมดหนทางที่จะไปยังที่อื่นจึงสู้รบแบบยอมตายถวายชีวิต ผลของการสู้รบปรากฏว่าอาหรับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชาวยิวจึงถือโอกาสก่อตั้งประเทศอิสราเอลและยึดถือได้ดินแดนของอาหรับเพิ่มอีก 30 เปอร์เซนต์

            สหประชาชาติพยายามไกล่เกลี่ยยิวกับอาหรับแต่ไม่สำเร็จ เพราะยิวไม่ยอมคืนดินแดนที่ยึดได้แก่อาหรับ ส่วนฝ่ายอาหรับก็ยังฝังใจต่อการแก้แค้นเพื่อเอาดินแดนคืนมาให้ได้ นอกจากนั้นยังเกิดปัญหาตามมาคือชาวปาเลสไตน์เมื่อถูกชาวยิวยึดดินแดนไปก็ไม่มีแผ่นดินจะอาศัย ต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในดินแดนของประเทศอาหรับต่าง ๆ นับล้านคน

ปัญหานิวเคลียร์

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ และการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1945 เมื่อสหรัฐอเมริกาตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง และทำให้มนุษยชาติได้เห็นถึงอานุภาพและกำลังการทำลายล้างที่ร้ายแรงของอาวุธนิวเคลียร์

 

     

ที่มา : http://www.mipt.vcu.edu

 

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรยากาศความตึงเครียดภายใต้สงครามเย็นทำให้เกิดการแข่งขันกันพัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่สหรัฐอเมริกาสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และทดลองใช้จริงในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางสหภาพโซเวียตได้เร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ จนสามารถทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1949 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1957 สหภาพโซเวียตได้พัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านอวกาศ สามารถส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 (Sputinik I) เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นไปโคจรรอบโลกเป็นเวลา 92 วัน และได้ส่งดาวเทียมสปุตนิก 2 (Sputinik II) พร้อมสุนัขชื่อ ไลกา (Laika) ขึ้นสู่อวกาศและโคจรรอบโลกในปีเดียวกัน ความสำเร็จดังกล่าวของสหภาพโซเวียต ส่งผลทำให้เกิดการพัฒนาและยืนยันถึงความสามารถในการใช้ขีปนาวุธข้ามทวีป (Inter-conrinental Ballistic Missle – ICBM) ขณะเดียวกัน ทางสหรัฐอเมริกาก็เร่งในการพัฒนาขีปนาวุธมากขึ้น

การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างมีอาวุธที่มีกำลังการทำลายล้างโลกได้ทั้งหมด แต่ความหวาดระแวงของชาติมหาอำนาจทั้งสองทำให้ต่างฝ่ายต่างสะสมเพื่อไว้ป้องกันฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันมหาอำนาจทั้งสองต่างก็ไม่กล้าใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีกัน เพราะต่างก็ทราบถึงกำลังทำลายล้างของอาวุธเหล่านั้นว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติและต่อโลก นอกจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองแล้ว ชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ก็ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนได้สำเร็จ รวมทั้งมีประเทศที่กำลังพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เช่น ปากีสถาน อิสราเอล และแอฟริกา ในบางประเทศมีการสะสมอาวุธเคมี อาวุธเชื้อโรค ซึ่งล้วนแต่เป็นอาวุธที่มีกำลังทำลายล้างสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง

การแข่งขันกันสะสมอาวุธที่มีกำลังการทำลายสูงดังกล่าว ได้สร้างความตึงเครียดและหวาดกลัวต่อคนทั้งโลก ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกทั้งเสี่ยงต่อการที่จะต้องผจญกับสงครามทำลายล้างโลก นานาชาติจึงเริ่มเรียกร้องให้มีการจำกัดจำนวนอาวุธร้ายแรง องค์การสหประชาชาติได้รณรงค์ให้ทศวรรษที่ 1970 เป็นทศวรรษแห่งการลดอาวุธ ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้ประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต พยายามเปิดการเจรจาลดกำลังอาวุธ โดยการเจรจาตกลงและร่างสนธิสัญญา และประสบผลสำเร็จใน ค.ศ. 1972 ด้วยการยอมรับข้อตกลงในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 1 (The Strategic Arms Limitation Talks – SALT I)

ข้อตกลงในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 1 มีลักษณะเป็นข้อตกลงชั่วคราว กล่าวคือ สนธิสัญญาดังกล่าว เป็นการควบคุมระบบต่อต้านขีปนาวุธให้มีขอบเขตจำกัดลง และให้ยุติการทดลองและติดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ได้แก่ ขีปนาวุธข้ามทวีป และขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ เป็นเวลา 5 ปี พร้อมกันนี้ได้วางระเบียบสำหรับการเจรจาในครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ใน ค.ศ. 1979 การที่สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน และให้การสนับสนุนรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์ ทำให้สหรัฐอเมริกาปฏิเสธการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 2 (The Strategic Arms Limitation Talks – SALT II)

ความพยายามในการลดอาวุธเริ่มใหม่อีกครั้งใน ค.ศ. 1983 เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเสนอให้เปิดเจรจาในรูปแบบการเจรจาเพื่อการลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Reductions Talk – START) แต่ผู้นำสหภาพโซเวียตในขณะนั้นปฏิเสธการเจรจาเรื่องอาวุธ แต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงผู้นำของสหภาพโซเวียต นายมิคาอิล  กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ซึ่งมีนโยบายในการประนีประนอมกับตะวันตก การเจรจาลดอาวุธระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1987 มีการลงนามในสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate-Range Nuclear Force Treaty) สำหรับการเจรจาเพื่อการลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (START) เป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อมาจน ค.ศ. 1991 ถึงมีการลงนามสนธิสัญญาดังกล่าว

ปัจจุบัน แม้ว่าหลายประเทศจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาวุธลดลง แต่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น ในตะวันออกกลางที่การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง หรือการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในหลายประเทศ เช่น เกาหลีเหนือ อิหร่าน ปากีสถาน ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังรู้สึกไม่ไว้วางใจกัน เกิดการยั่วยุระหว่างกัน และแข่งขันกันสะสมอาวุธเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 กระทั่งสงครามในอิรัก ที่สหรัฐฯ ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการพัฒนากองทัพในสงครามอิรัก ทำให้ประเทศต่างๆ หวาดหวั่นต่อแสนยานุภาพทางการทหารของสหรัฐฯ รวมถึงความหวาดกลัวต่อภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ ในหลายประเทศพยายามพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการผลิตอาวุธการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ อินเทอร์เน็ต ทำให้กลุ่มก่อการร้ายสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ทั้งที่ในอดีตข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลลับ ซึ่งมีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเท่านั้นที่มีข้อมูลดังกล่าว

องค์การสหประชาชาติ

องค์การสหประชาชาติ (United Nation) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เมื่อประเทศสมาชิกผู้ริเริ่มก่อตั้ง 51 ประเทศ ให้สัตยาบันต่อกฎบัตรสหประชาชาติ

ความเป็นมา

ในการก่อตั้งสหประชาชาติเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มจากวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ผู้แทนประเทศสัมพันธมิตร ได้แก่ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหภาพแอฟริกาใต้ และผู้แทนของรัฐบาลผลัดถิ่น 8 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เชกโกสโลวาเกีย กรีซ ลักเซมเบิร์ก ฮอลันดา นอร์เวย์ ยูโกสลาเวีย และผู้แทนของนายพล เดอโกลด์แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้ร่วมลงนามในปฏิญญาลอนดอน (London Declaration) ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันต่อต้านการรุกรานของเยอรมนี รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือในทางเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1941 นาย  แฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายวิลส์ตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ร่วมกันลงนามในกฎบัตรแอตแลนติก (Atlantic Charter) เรียกร้องให้มีสันติภาพและเคารพสิทธิของประชาชน ซึ่งคำว่า  “สหประชาชาติ” เริ่มใช้เป็นครั้งแรกจากเอกสาร “คำประกาศโดยสหประชาชาติ” ที่ประเทศมหาอำนาจ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียต และจีน ได้ร่วมลงนามในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1942

 

            ในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1943 ผู้แทนของสหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร จีน และสหรัฐอเมริกาลงนามในปฏิญญามอสโก (Moscow Declaration) ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน และได้ร่วมกันประชุมเกี่ยวกับการร่างกฎบัตรสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม – วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ณ คฤหาสน์ดัมบาร์ตันโอกส์ (Dumbarton Oaks) กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกันร่างข้อเสนอดัมบาร์ตันโอกส์ (Dumbarton Oaks Proposals) เพื่อเป็นโครงสร้างในการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ และเห็นชอบที่จะใช้หลักการประกันความมั่นคงร่วมกันเป็นแนวทางการป้องกันหรือหยุดยั้งสงคราม ต่อมาวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 นายแฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายวิลส์ตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรี และโจเชฟ สตาลิน ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตร่วมประชุม ณ เมืองยัลตา (Yalta) แหลมไครเมีย ในสหภาพโซเวียต เพื่อพิจารณาข้อเสนอดัมบาร์ตันโอกส์และรายละเอียดในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ โดยเรียกชื่อว่า สหประชาชาติ

วันที่ 25 เมษายน – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1945  ผู้แทนจาก 50 ประเทศ ประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติร่างกฎบัตรสหประชาชาติ  ณ นครซานฟรานซิสโก ซึ่งที่ประชุมได้รับรองกฎบัตรด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ และได้ร่วมลงนาม และต่อมาโปแลนด์ได้ร่วมลงนามเป็นประเทศที่ 51 โดยวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1945 เป็นวันที่กฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้

 

จุดมุ่งหมายขององค์การสหประชาชาติ

จุดมุ่งหมายขององค์การสหประชาชาติตามที่ระบุไว้ในกฎบัตร สรุปได้ดังนี้

1.  เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศทั้งปวง

2.  เพื่อพัฒนาสัมพันธไมตรีระหว่างประชาชาติทั้งปวง

3.  เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการที่จะแก้ปัญหาระหว่างประเทศในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมนุษยธรรม และส่งเสริม สนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพของทุกๆ คน

4.  เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการดำเนินการของประชาชาติทั้งปวง

 

หลักการของสหประชาชาติ

หลักการของสหประชาชาติ สรุปลักษณะสำคัญได้ดังนี้

1.  หลักความเสมอภาพในอธิปไตย กล่าวคือ ประเทศสมาชิกสหประชาชาติมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจหรือประเทศเล็ก

2.  หลักความมั่นคงร่วมกัน คือ ให้ประเทศสมาชิกรวมกำลัง เพื่อธำรงสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน

3.  หลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี โดยกฎบัตรได้วางแนวทางไว้ดังนี้ การเจรจา (Negotiation) การไต่สวน (Inquiry) การไกล่เกลี่ย (Mediation) การประนีประนอม (Conciliation) อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) การระงับโดยทางศาล (Judicial Settlement) การอาศัยทบวงการหรือตกลงส่วนภูมิภาค (Resort to regional agencies or arrangements) หรือสันติวิธีอื่นๆ ที่คู่กรณีพึงเลือก

4.  หลักการว่าด้วยการเคารพต่อเขตอำนาจภายในรัฐ

แนวทางในการดำเนินงานของสหประชาชาติ

การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 55 หรือที่เรียกกันว่า “การประชุมสมัชชาสหประชาชาติแห่งสหัสวรรษ” (Millennium Assembly of the United Nations) เมื่อวันที่ 6-8 กันยายน ค.ศ. 2000 ณ นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการประชุมครั้งนี้ มีการทำปฏิญญาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (United Nations Millennium Declaration) ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางในการดำเนินงานของสหประชาชาติในศตวรรษที่ 21 แนวทางดังกล่าวสรุปได้ดังนี้

1.  การธำรงสันติภาพและความมั่นคงและการลดอาวุธ

2.  การพัฒนาและลดความยากจน

3.  การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก

4.  การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล

5.  การคุ้มครองผู้ที่อ่อนแอหรือผู้ที่เสียเปรียบ

6.  การให้ความช่วยเหลือประเทศในทวีปแอฟริกา

7.  การเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่สหประชาชาติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s