หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม

สร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรมไทย หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่คนไทยกำหนดหรือสร้างขึ้นหรือยอมรับเข้ามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของสมาชิกในสังคมไทย ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการสืบทอดแพร่หลาย และมีการปรับปรุงพัฒนาต่อๆ กันมาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับกาลสมัย สิ่งใดไม่เหมาะสมกับกาลสมัยก็จะเสื่อมความนิยมไป จึงกลายเป็นสภาพวัฒนธรรมในอดีต สำหรับสิ่งที่กำหนดหรือสร้างขึ้นมานานแล้วและคลี่คลายไปในรูปแบบต่างๆ ถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยยังใช้ในการแก้ปัญหา และตอบสนองความต้องการอยู่ จึงนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

วัฒนธรรมในความหมายกว้างๆ หมายถึงวิถีของสังคมหรือวิถีประชา คือมรดกแห่งสังคม (Culture Heritage) ซึ่งสังคมยอมรับและรักษาไว้ให้เจริญงอกงามสืบต่อมา และวัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือสร้างขึ้นเพื่อความเจริญในวิถีชีวิตของส่วนรวม

               กล่าวโดยสรุป วัฒนธรรมไทย คือทุกสิ่งทุกอย่างที่หล่อหลอมขึ้นเป็นสังคมไทย สมาชิกในสังคมนี้มีลักษณะความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ รวมทั้งอุดมคติร่วมกันซึ่งเรียกว่า ลักษณะไทย หรือเอกลักษณ์ไทย

ที่มาของวัฒนธรรมไทย

ที่มาของวัฒนธรรมไทยเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า สิ่งแวดล้อม ค่านิยม และการแพร่กระจายวัฒนธรรม และอารยธรรมของชาติอื่น เป็นที่มาของวัฒนธรรมและอารยธรรม วัฒนธรรมไทยมีที่มาจากปัจจัย   ต่าง ๆ ดังกล่าวเช่นกัน  กล่าวคือ

1.  สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบลุ่ม     แม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ คนไทยจึงดำเนินชีวิตอย่างสุขสมบูรณ์ โดยอาศัยประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน และแม่น้ำลำคลองที่มีอยู่ทั่วไปในการประกอบอาชีพทางการเกษตร อาศัยน้ำในแม่น้ำลำคลองในการอาบ กิน คมนาคม ฯลฯ คนไทยจึงตระหนักในความสำคัญของแม่น้ำลำคลอง ดังนั้นในฤดูกาลที่แม่น้ำ       ลำคลองมีน้ำหลาก (ระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน) คนไทยจึงประดิษฐ์กระทง ซึ่งบรรจุดอกไม้ ธูปเทียน ไปลอยในแม่น้ำลำคลองต่างๆ เพื่อเป็นการขอขมา ขอบคุณ และขอพรจากแม่น้ำ ในที่สุดก็กลายเป็นประเพณีลอยกระทงในวันเพ็ญเดือน 12 ของทุกปี นอกจากนั้นยังมีประเพณีการแข่งเรือ เล่นสักวา และอื่นๆ ฯลฯ

2. ระบบเกษตรกรรม สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ประชากรประมาณร้อยละ 80 ประกอบอาชีพทางการเกษตร ระบบเกษตรนี้เองที่มาของวัฒนธรรมหลายประเภท เช่น ประเพณีการลงแขกดำนา เกี่ยวข้าว ประเพณีการขอฝน การเล่นจำพวกเพลงเกี่ยวข้าว เพลงสงฟาง เพลงชางชัก การเล่นเชิญผี    แม่ศรีแม่โพสพ ประเพณีทำบุญทุ่ง ประเพณีวิ่งควาย การแข่งวัวลาน ฯลฯ

3.  ค่านิยม ค่านิยมมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด ค่านิยมบางอย่างได้กลายเป็นแกนของวัฒนธรรม เช่น ค่านิยมเกี่ยวกับการรักอิสรภาพและเสรีภาพ เราจะสังเกตเห็นว่าวิธีการดำเนินชีวิตของคนไทยโดยส่วนรวมมีเอกลักษณ์ซึ่งแสดงออกถึงอิสรภาพและเสรีภาพ ค่านิยมเกี่ยวกับความสุภาพ อ่อนโยน ความโอบอ้อมอารี การเคารพผู้ใหญ่ และความกตัญญู ล้วนแสดงให้ปรากฏในเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย

4.  การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม การย้ายถิ่น การสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และการศึกษา มีส่วนอย่างมากที่ทำให้อารยธรรมแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

การปกครองระบอบประชาธิปไตย

 

การปกครองที่เป็นประชาธิปไตย คือ รูปแบบการปกครองที่ยึดอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy) หรือแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy ) ถ้าอำนาจสูงสุดในการกำหนดการปกครองอยู่ที่ประชาชนแล้วก็เป็นการปกครองระบอบประชิปไตยทั้งสิ้น  ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญซึ่งอาจเป็นรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้  เพราะประชาธิปไตยคือการปกครองโดยกฎหมาย (Rule by law) อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเพียงกติกาการปกครองไม่ใช่เครื่องหมายแสดงความเป็นประชาธิปไตย  เพราะฉะนั้นการที่ประเทศใดมีรัฐธรรมนูญจึงมิได้หมายความว่ารูปแบบการปกครองของประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตย เพราะบางประเทศเช่นสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีระบบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จต่างก็มีรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประเทศเสรีนิยมอื่นๆ เหมือนกัน  การที่จะพิจารณาว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยหรือไม่จึงต้องดูว่ารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นกำหนดให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่

ลักษณะสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีดังนี้

รัฐบาลของประชาชน หมายถึง การที่ประชาชนอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของรัฐบาลคือมีส่วนร่วมในการกำหนดผู้ที่จะเป็นผู้ปกครอง เปลี่ยนแปลงผู้ปกครองได้ถ้าผู้ปกครองไม่บริหารเพื่อประโยชน์สุขประชาชนโดยส่วนรวม  รัฐบาลของประชนอาจขยายความถึงความผูกพันของประชาชนที่มีต่อระบอบการปกครอง  ความรู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของทำให้เอาใจใส่ในกิจการบ้านเมือง  ใช้สิทธิทางการเมือง เช่น ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง  เป็นต้น  รัฐบาลของประชาชนจะต้องมาจากการสนับสนุนหรือเลือกตั้งของประชาชนนั่นเอง

รัฐบาลโดยประชาชน  หมายถึง การที่ประชาชนหรือพลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นผู้ปกครองถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ  การเป็นผู้ปกครองหรือผู้แทนราษฎรต้องไม่ถูกจำกัดให้อยู่ในแวดวงของชนชั้นหรือกลุ่มชนหนึ่งใดโดยเฉพาะ  ต้องมีการเปิดโอกาสให้ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน  ในทางปฏิบัติแม้ว่าจะมีการกำหนดคุณวุฒิและวัยวุฒิบางประการสำหรับผู้จะเข้ามาเสนอตัวทำหน้าที่เพื่อความเหมาะสม  แต่การกำหนดหลักเกณฑ์เหล่านั้นไม่ถือว่าเป็นการกีดกันสิทธิของบุคคลที่ปรารถนาจะเป็นผู้ปกครองหรือทำงานให้ปวงชน ถ้าคุณสมบัติที่กำหนดขึ้นนั้นเป็นคุณสมบัติที่ไม่เกินความสามารถที่จะแสวงหาหรือทำให้สำเร็จได้

รัฐบาลเพื่อประชาชนหมายความว่า รัฐบาลหรือคณะบุคคลที่ปกครองประเทศนั้นจะต้องมีจุดประสงค์เพื่อความผาสุกของปวงชน  และพยายามที่จะบริหารสังคมให้ดำเนินไปตามวิถีที่กำหนดให้เพื่อบรรลุถึงจุดหมายนั้น ในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการกำหนดวาระในการดำรงตำแหน่งของผู้ปกครอง  เพื่อจะได้เป็นหลักประกันว่าผู้ปกครองจะต้องปกครองเพื่อประชาชน หากผันแปรจากจุดหมายนี้ ประชาชนจะได้มีโอกาสเปลี่ยน      ผู้ปกครองผ่านทางการเลือกตั้งเมื่อวาระของการดำรงตำแหน่งสิ้นสุดลง

หลักการรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน  และเพื่อประชาชน  เป็นหลักการที่ใช้วัดว่ารัฐบาลที่      ปกครองอยู่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่  การที่รัฐบาลใดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีลักษณะครบทั้ง 3 ประการ คือ เป็นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน  การเลือกตั้งนั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเสนอตัวเข้ารับเลือกตั้งและรัฐบาลนั้นมีวาระในการดำรงตำแหน่งไม่นานจนเกินไป  รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจะมีเพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่งเพียงประการเดียวหรือสองประการไม่ได้ จะต้องมีครบทั้งสามลักษณะ

 

การปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ปัจจุบันประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีดังนี้

1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติ หรือกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย

2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทน

3. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองค์มนตรี ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

4. พระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรและพระราชทานเครื่องราชอิสริยภรณ์

สิทธิของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

สิทธิของพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีดังนี้

1. สิทธิที่พระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำตักเตือนแก่รัฐบาล รัฐสภา ศาล หรือองค์กรอื่น ๆ

2. สิทธิที่ทรงได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งพระประมุขของประเทศ

3. สิทธิที่จะพระราชทานคำปรึกษาหารือ ในกรณีที่คระรัฐมนตรีมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน อาจนำปัญหานี้ขึ้นทูลเกล้าเพื่อขอพระราชทานคำปรึกษาได้

4. สิทธิที่จะพระราชทานการสนับสนุนการกระทำ หรือกิจการใดๆ ของรัฐหรือเอกชนหากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่ากิจการนั้นๆ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีดังนี้

1. พิธีการและศาสนา

2. สงเคราะห์ประชาชน

3. พัฒนาสังคม

4. การเมืองการปกครอง

บทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์

บทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีดังนี้

1. ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน

2. ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ

3. ทรงเป็นพุทธมามกะและองค์อัครศาสนูปถัมภก

4. ทรงส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ

5. ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงในประเทศ

6. ทรงมีส่วนเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

7. ทรงมีส่วนเกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตย

8. ทรงเป็นผู้นำในการพัฒนาและปฏิรูปเพื่อประโยชน์ประเทศของประเทศชาติ

9. ทรงเป็นพลังในการสร้างขวัญและกำลังใจของประชาชน

ประเภทของรัฐมนตรี

 

            คณะรัฐมนตรีประกอบขึ้นด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่งไม่เกินที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  รัฐมนตรีทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี  มีสิทธิที่จะอภิปรายเสนอข้อคิดเห็นและลงมติในเรื่องที่เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวข้องกับกิจการของตนโดยเฉพาะก็ตาม รัฐมนตรีที่เคยตั้งมาในการเมืองการปกครองไทยอาจจำแนกออกเป็น 7 ประเภท  คือ

            1.  นายกรัฐมนตรี  มีฐานะเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการรับรองจากเสียงส่วนใหญ่ของสภา  โดยปกติตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะได้กับหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภา  หรือในกรณีที่รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นเป็นรัฐบาลผสมจากพรรคการเมืองหลายพรรค    นายกรัฐมนตรีก็มักจะได้กับหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดในบรรดาพรรคที่ร่วมกันเป็นรัฐบาล  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นจึงจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ นายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะเป็นที่หนึ่งในบรรดารัฐมนตรี เพราะตามหลักการถือว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกสรรบุคคลมาเป็นคณะรัฐมนตรี

            2.  รองนายกรัฐมนตรี  มีความสำคัญรองจากนายกรัฐมนตรี เพราะจะต้องเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่ได้  รองนายกรัฐมนตรีนั้นอาจมีได้หลายคน ส่วนใหญ่มักตั้งจากรองหัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลหรือหัวหน้าพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ในกรณีที่เป็นรัฐบาลผสม  รองนายกรัฐมนตรีจะได้รับมอบหมายงานบางส่วนให้บังคับบัญชารับผิดชอบจากนายกรัฐมนตรีและโดยปกติรองนายกรัฐมนตรีมักจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอีกด้วย

3.  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง  มีหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชางานในกระทรวงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในกระทรวงนั้น  การตั้งรัฐมนตรีมักจะเลือกจากบุคคลสำคัญของ  พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล  และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นโดยตรง  เพราะรับผิดชอบด้านควบคุมและวางนโยบายไม่ใช่เป็นผู้ปฏิบัติ

4.  รัฐมนตรีว่าการทบวง  มีหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชางานในทบวง  ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีงานมากกว่ากรมแต่ไม่เท่ากระทรวงและเป็นงานเฉพาะด้าน  รัฐมนตรีว่าการทบวงจะขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ทบวงนั้นอยู่ในสังกัด หรืออาจไม่ขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงในบางกรณีที่จัดตั้งขึ้นไม่สังกัดกระทรวงใด เช่น ทบวงมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

5.  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง  มีฐานะเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง  รัฐมนตรีว่าการฯ  จะมอบหมายงานในกระทรวงให้รับผิดชอบตามที่จะเห็นสมควร  บางกระทรวงอาจจะไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ เลยก็ได บางกระทรวงซึ่งมีงานมากก็อาจมีรัฐมนตรีช่วยการฯ  มากกว่าหนึ่งคนก็ได้  ไม่มีข้อจำกัดว่ากระทรวงใดจะต้องมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกี่คน

6. รัฐมนตรีสั่งราชการ  รัฐมนตรีประเภทนี้ไม่สู้จะแตกต่างจากรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ เท่าใดนัก เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบงานซึ่งรับมนตรีว่าการฯ มอบหมายให้สั่งการเท่านั้น  ปัจจุบันนี้ไม่นิยมตั้งรัฐมนตรีสั่งราชการ

สิทธิมนุษยชน

            พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของสิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับ การรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

องค์การสหประชาชาติได้เป็นผู้ริเริ่มจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 และได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิทธิมนุษยชนแห่งโลก โดยปฏิญญาฉบับนี้ได้วางมาตรการดำเนินงานเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อใช้เป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆนำไปปฏิบัติ แม้จะไม่มีผลผูกพันในลักษณะกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม แต่ประเทศต่างๆ ที่ให้การรับรองก็ถือเป็นพันธกรณีที่จะต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของปฏิญญานี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมีข้อความในการคุ้มครองสิทธิของความเป็นมนุษย์ไว้ 30 ข้อ มีดังนี้

1. มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างก็มีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ

2. ทุกๆ คนมีสิทธิและอิสรภาพ ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน ชาติกำหนดหรือสถานะอื่นใด

3. กำหนดในเรื่องสิทธิที่เกิดมาเป็นพลเมืองที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมีในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม รวมทั้งสิทธิในชีวิต มีสิทธิ อิสรภาพ เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งตน

4. เสรีภาพที่จะไม่ตกเป็นทาส

5. บุคคลจะถูกทรมานหรือลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย ผิดมนุษยชนหรือต่ำช้ามิได้

6. สิทธิบุคคลตามกฎหมาย

7. ทุกคนเสมอกันในกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

8. สิทธิที่จะได้รับการดูแลในกรณีถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

9. บุคคลจะถูกจับกุม กักขัง หรือถูกเนรเทศไปต่างถิ่นโดยพลการไม่ได้

10. สิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรมจากศาลที่อิสระและเที่ยงธรรม

11. ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามีสิทธิจะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาเปิดเผย

12. เสรีภาพในความเป็นอยู่ส่วนตัวในครอบครัว เคหสถาน และในการสื่อสาร

13. สิทธิในการเคลื่อนไหวและการเลือกสถานที่อยู่ภายในขอบเขตของรัฐ มีสิทธิจะออกจากประเทศใดๆ และกลับประเทศของตนเองและนอกประเทศ

14. สิทธิที่จะแสวงหาและอาศัยพำนักในประเทศอื่น เพื่อลี้ภัยจากการประหัตประหาร(แต่ต้องเป็นกรณีการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเมือง)

15. สิทธิในการถือสัญชาติ

16. สิทธิในการจัดตั้งครอบครัว โดยปราศจากข้อจำกัดเกี่ยวกับเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา โดยมีสิทธิเท่าเทียมกันในการสมรส การสมรสจะกระทำกันด้วยความยินยอมโดยอิสระตามเจตนาของคู่สมรส

17. สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

18. สิทธิในการนับถือศาสนาและประกอบอาชีพ

19. สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก

20. สิทธิในการตั้งสมาคม

21. สิทธิในการมีส่วนร่วมในรัฐบาลของตน จะเป็นทางตรงหรือผ่านทางผู้แทน ซึ่งเลือกตั้งโดยอิสระ

22. สิทธิเท้าเทียมกันทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

23. สิทธิในการประกอบอาชีพโดยอิสระและมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างที่ยุติธรรม และมีสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหพันธ์กรรมกรเพื่อความคุ้มครองแห่งผลประโยชน์ของตน

24. สิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s