ประวัติศาสตร์ไทย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่สำคัญได้แก่

1. จารึก เป็นหลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดของไทย เพราะวัสดุที่ใช้จารึกมีความคงทนถาวร เช่น แท่งหิน แผ่นเงิน แผ่นทองคำ หรือทองแดง และไม่ถูกดัดแปลงแก้ไขข้อความได้ง่ายๆ  ในดินแดนประเทศไทยได้พบจารึกเป็นจำนวนมาก เช่น ศิลาจารึก ฐานพระพุทธรูป ปูชนียสถานต่างๆ และจารึกด้วยอักษรและภาษาต่างๆ เช่น เขมร มอญ อินเดียใต้ และไทย บางจารึกเป็นของอาณาจักรที่มีอิทธิพลอยู่ในดินแดนไทย เช่น อาณาจักรทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา บางจารึกไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด เช่น จารึก “ศรีจนาศะ” เป็นต้น

ข้อความในศิลาจารึกส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความเชื่อทางศาสนา เช่นจารึก “เย ธัมมา…” ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่พบในภาคกลางของประเทศไทย จารึกที่ต้องการประกาศบุญของผู้ที่บูรณะพระพุทธศาสนา เช่น จารึกปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จารึกวัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น   นอกจากนี้ก็มีจารึกที่จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และการปกครอง เช่น

             จารึกสุโขทัยหลักที่ 38 ซึ่งเป็นกฎหมายลักษณะลักพาที่อาณาจักรอยุธยาประกาศใช้ในดินแดนที่เป็นอาณาจักรสุโขทัย จารึกเจดีย์ศรีสองรักที่จังหวัดเลย ประกาศความเป็นพันธมิตรของกษัตริย์อยุธยากับล้านช้าง จารึกหลักที่ 45 (จารึกปู่ขุนจิตขุนจอด)  เป็นการประกาศการเป็นพันธมิตรระหว่างเมืองน่าน กับสุโขทัย ศิลาจารึกหลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นจารึกที่สรรเสริญพระเกียรติคุณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในด้านต่างๆ จารึกวัดศรีชุม เป็นจารึกที่เป็นเรื่องราวของมหาเถรศรีศรัทธาจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทวีป ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย เป็นต้น

2. จดหมายเหตุชาวต่างชาติ เนื่องจากดินแดนไทยเป็นเส้นทางการค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณทำให้มีเอกสารต่างชาติบันทึกเรื่องราวของดินแดนไทยไว้ เช่น วรรณคดีอินเดียที่เรียกว่า “คัมภีร์นิเทสะ และมิลินท-ปัญหา” ในราวพุทธศตวรรษที่ 6 นับเป็นเอกสารต่างชาติที่เก่าที่สุด

ในพุทธศตวรรษที่ 8 มีนักภูมิศาสตร์ชาวกรีกเดินทางมาถึงดินแดนแถบประเทศไทย และบันทึกไว้ในหนังสือภูมิศาสตร์ของพโทเลมี (Ptolemy’s Geography) เอกสารจีนโบราณ เช่น จดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง ในพุทธศตวรรษที่ 13  รายงานของคณะทูตจีน “โจวตากวน” ในพุทธศตวรรษที่ 19  พ่อค้าชาวอาหรับและ        เปอร์เซีย ที่กล่าวถึง เมืองท่า หรือรัฐโบราณในดินแดนไทย ส่วนเอกสารชาวตะวันตกมีมากในพุทธศตวรรษที่ 21 เช่น

ชาวโปรตุเกส ได้แก่ จดหมายเหตุของโทเม ปิเรส์ (Tome Pires) จดหมายเหตุของบรัซ อัลบูแคร์ก (Braz d’ Albuquerque) จดหมายเหตุการณ์เดินทางของเฟอร์นันด์ เมนเดส ปินโต (Fernand Mendes Pinto)

ชาวฮอลันดา เช่น จดหมายเหตุของนายสเคาเตน (Joost Schouten) นายเยเรเมียส ฟาน ฟลีท (Jeremias Van Vliet) จดหมายเหตุของหมอแกมป์เฟอร์

ชาวอังกฤษ เช่น จดหมายของนายยอร์ช ไวท์ เอกสารการติดต่อของพนักงานบริษัทกับพ่อค้าอังกฤษ เรื่อง “เอกสารบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และต่างประเทศในคริสต์ศตวรรษที่ 17” จดหมายเหตุของนายจอห์น ครอเฟิร์ด เอกสารของนายเฮนรี เบอร์นี และเซอร์จอห์น เบาว์ริง

ชาวฝรั่งเศส เช่น จดหมายเหตุลาลูแบร์ จดหมายเหตุนิโคลาส แชร์แวส จดหมายเหตุเล่าเรื่องกรุงสยามของสังฆราชปัลเลกัวซ์ ชาวอเมริกัน เช่น บันทึกของหมอบรัดเลย์ เป็นต้น

3.   จดหมายเหตุ เป็นการรวบรวมความทรงจำเกี่ยวกับประเพณีและพระราชพิธีเก่าๆ เช่น จดหมายเหตุขุนโขลน จดหมายเหตุพระราชพิธีโสกันต์เจ้านาย จดหมายเหตุสมโภชช้างเผือก เป็นต้น

4.  พระราชพงศาวดาร เป็นการรวบรวมพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ที่เก่าแก่ที่สุดคือ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ในสมัยพระนารายณ์มหาราช นอกจากนี้มีพระราชพงศาวดารฉบับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด) ฉบับพันจันทรุมาศ(เจิม) ฉบับพระพนรัตน์ พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม พระราชพงศาวดารสังเขปฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นฉบับที่ผ่านกระบวนการชำระพระราชพงศาวดารแล้ว

5.  เอกสารการปกครอง ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่มีในสมัยรัตนโกสินทร์ หลังจากที่ได้มีการจัดตั้งกรมหรือกระทรวงขึ้นแล้ว เอกสารเหล่านี้จะมีการจัดเก็บเป็นระบบขึ้น เช่น  ใบบอก ซึ่งเป็นรายงานจากข้าราชการส่วนภูมิภาคส่งมาให้รัฐบาลที่กรุงเทพฯ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น การส่งส่วย การส่งสิ่งของที่ถูกเกณฑ์ รายงานเรื่องการเกษตร การรบทัพ เป็นต้น ตราสารศุภอักษร คือหนังสือจากเสนาบดีที่กรุงเทพฯ มีถึงเจ้าเมือง หรือเจ้าประเทศราช บัญชีทูลเกล้า เป็นรายงานจากเจ้าหน้าที่ส่วนกลางสรุปบัญชีเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตร เช่นเรื่องการค้ากับเมืองจีน บัญชีไพร่กรมกองต่างๆ บันทึก เป็นเรื่องราชการต่างๆ เช่นบันทึกที่เรียกว่า “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ”และ“บันทึกพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คำให้การ เช่นคำให้การของคดีอุทธรณ์ คำให้การของข้าศึก เป็นต้น

6. บันทึกเหตุการณ์ของบุคคลต่างๆ เช่น “ความทรงจำ” ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ           จดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทร์เทวี ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง ของนายดิเรก ชัยนาม เป็นต้น

7. จดหมาย เช่น พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เป็นต้น

8. หนังสือพิมพ์ ซึ่งมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้แก่ ข่าวราชการที่เรียกว่า “ราชกิจจานุเบกษา” “บางกอก      รีคอร์เดอร์” รวมทั้งหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน

9. งานนิพนธ์ทางประวัติศาสตร์ และวิทยานิพนธ์

            10. ตำนาน เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของเมือง ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ โดยการบอกเล่าต่อๆ กันมา แล้วรวบรวมเขียนขึ้นภายหลัง ตำนานจึงมีเรื่องนิทาน คติชาวบ้านและข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ร่วมกัน เช่น ตำนานเมืองหริภุญไชย ตำนานหิรัญนคร ตำนานสิงหนวัติกุมาร ตำนานพระธาตุช่อแฮ ตำนานพระแก้วมรกต พงศาวดารโยนก เป็นต้น มีงานนิพนธ์บางเรื่องที่ใช้ชื่อเรียกว่า ตำนาน แต่ไม่ใช่ เช่น ตำนานวังหน้า ตำนานการเลิกบ่อนเบี้ย และเลิกหวย เป็นต้น

11. วรรณกรรม เช่น เรื่องมหาชาติคำหลวง ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตโองการแช่งน้ำ เป็นต้น

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทย

 

สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ดำรงชีวิตกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ล่าสัตว์ จับสัตว์น้ำ และเก็บพืช ผัก ผลไม้ เป็นอาหาร เร่ร่อนอพยพไปตามแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ อาศัยอยู่ตามถ้ำและเพิงผาที่ใกล้แหล่งน้ำ หลักฐานของมนุษย์ยุคหินเก่าที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในประเทศไทยเป็นเครื่องมือหินกะเทาะที่เขาป่าหนามบ้านแม่ทะและบ้านดอนมูล จังหวัดลำปาง และฟันของมนุษย์ที่ถ้ำวิมานนาคินทร์ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ แหล่งโบราณคดีที่สำคัญของมนุษย์หินเก่า ได้แก่ ถ้ำหลังโรงเรียน จังหวัดกระบี่ แหล่งโบราณคดี ถ้ำพระ จังหวัดเชียงราย ซึ่งนักโบราณคดีชาวสวิส “นายฟริทซ์ สารสิน” เรียกเครื่องมือหินเหล่านี้ว่า “Siamian Culture” หรือ วัฒนธรรมสยาม แหล่งโบราณคดีที่แควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งนายแวน ฮีกเกอเร็น นักโบราณคดีชาว   เนเธอร์แลนด์ เรียกเครื่องมือหินที่พบว่า “ฟิงนอยเอียน : Fingnoian culture” หรือวัฒนธรรมแควน้อย

ในยุคหินกลาง ที่เครื่องมือหินมีขนาดเล็กลง มีหลายรูปแบบ และใช้งานเฉพาะด้านได้ดีกว่ายุคแรก เรียกเครื่องมือแบบนี้ว่า เครื่องมือแบบฮัวบินเนียน(Hoabinhian) ตามแหล่งโบราณคดีที่พบที่เวียดนาม ในยุคนี้ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีการประกอบพิธีกรรมในการฝังศพและพบเครื่องปั้นดินเผาผิวเกลี้ยง ขัดมัน มีลายเชือกทาบ แหล่งโบราณคดีที่สำคัญ เช่น ถ้ำหลังโรงเรียน และถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่ ถ้ำผีแมน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถ้ำไทรโยคและถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น การดำรงชีวิตของมนุษย์ยุคหินกลางยังคงเป็นแบบยุคหินเก่า คือไม่ตั้งถิ่นฐานที่แน่นอน ยังเร่ร่อนไปตามแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์

ในยุคหินใหม่ เป็นช่วงสมัยที่มนุษย์มีความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่  จากเดิมที่เคยอาศัยบนที่สูงตามถ้ำและเพิงผา มาอยู่บริเวณที่ราบใกล้แหล่งน้ำรวมอยู่เป็นกลุ่ม ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งและทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทำเครื่องปั้นดินเผา ที่สำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผาสามขา คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมก่อนหลงชานในจีน นอกจากนี้ยังมีการทำเครื่องจักสานและทอผ้า แต่การล่าสัตว์และจับสัตว์น้ำยังคงมีอยู่ เครื่องมือหินที่ใช้เรียกว่า ขวานหินขัด ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ขวานมีบ่า สิ่ว ผึ่ง หรือ ขวานถาก แหล่งโบราณคดีของยุคหินใหม่พบอยู่ทุกภาคของไทย ที่สำคัญ เช่น บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี โคกเจริญ จังหวัดลพบุรี โคกพนมดี จังหวัดชลบุรี โนน      นกทา จังหวัดขอนแก่น ในยุคหินใหม่มีการตั้งถิ่นฐานถาวร ทำการเพาะปลูก  ชุมชนจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการแบ่งงานกันทำตามความสามารถเฉพาะด้าน และมีการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างชุมชน

ในยุคโลหะ เป็นช่วงสมัยที่มนุษย์พัฒนาเครื่องมือที่ทำจากหินเป็นโลหะ ในระยะแรกเป็นสำริด ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมทองแดงและดีบุก ต่อมาคือการถลุงเหล็กมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ รวมทั้งเครื่องประดับ เช่น กำไร ตุ้มหู ลูกปัด เครื่องมือโลหะดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องมือหิน ช่วงสมัยนี้เป็นช่วงสมัยที่บางชุมชนได้พัฒนาเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ที่ประดิษฐ์อักษรสื่อสารกันได้ บางชุมชนก็ยังคงเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่แต่พัฒนาวิถีชีวิตดีขึ้น มีการอยู่รวมเป็นชุมชน มีระบบการปกครอง มีผู้นำเป็นหัวหน้า มีการแบ่งชนชั้นในสังคม  มีการติดต่อกับชุมชนอื่นที่อยู่ห่างไกลและมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ ดังที่ได้พบ     หลักฐานเป็นกลองมโหระทึกสำริด ซึ่งใช้ในพิธีกรรมขอฝนหรือพิธีศพ เรียกวัฒนธรรมนี้ว่า “วัฒนธรรมดองซอน” (Dong Son Culture) ตามแหล่งที่พบครั้งแรกที่เวียดนาม นอกจากนี้ยังมีการนำหินมาตั้งเป็นแนวเพื่อแสดงขอบเขตของพิธีกรรม เรียกวัฒนธรรมนี้ว่า “วัฒนธรรมหินใหญ่” (Megalithic Culture) เช่น ที่ป่าสะเลียม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ บ้านหินตั้ง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา แหล่งโบราณคดียุคโลหะที่สำคัญ เช่น บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี (แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม) บ้านโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น โคกพนมดี จังหวัดชลบุรี บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี

การตั้งถิ่นฐานในระยะแรกเป็นการรวมตัวเป็นชุมชนขนาดเล็ก เครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยโลหะ  ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น การแลกเปลี่ยนค้าขายกับดินแดนทั้งใกล้เคียงและห่างไกลเพิ่มขึ้นด้วยเป็นผลให้  ชุมชนขยายเติบโตขึ้น เกิดการขยายอำนาจไปยังชุมชนใกล้เคียง มีการรวมตัวกันสร้างคันดิน ขุดคูน้ำ เพื่อป้องกันการรุกรานจากชุมชนอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงระบบของการควบคุมกำลังคน เพื่อทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ส่วนรวม บางชุมชนได้ขยายตัวกลายเป็นบ้านเป็นเมือง ซึ่งเริ่มเมื่อประมาณ 2,500 ปีมานี้เอง

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในทางการเมืองของไทยสมัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นความตื่นตัวทางการเมืองของพลังมวลชนนอกระบบราชการ โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาและประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการทหาร  เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และการปกครองแบบประชาธิปไตย

จุดเริ่มต้นในการแสดงพลังของนิสิตนักศึกษาเกิดจากการเคลื่อนไหวต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและต่อต้านการที่รัฐบาลยอมให้มีการตั้งฐานทัพของต่างชาติในประเทศและขยายมาสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม  กิตติขจร เมื่อจอมพลถนอมได้ทำการปฏิวัติตนเองและยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2512

กลุ่มนิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตย การประท้วงเริ่มจากกลุ่มนักศึกษาและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นจำนวนมากขึ้น เมื่อเดินขบวนจึงมีจำนวนผู้ร่วมเดินขบวนนับแสนคน การประท้วงดังกล่าวเป็นไปโดยสันติวิธี แต่ได้เกิดการปะทะกับกำลังตำรวจและทหาร ทำให้เกิดการจลาจล แต่ผลของการเดินขบวนได้ทำให้รัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอมต้องลาออก กล่าวกันว่า ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกระดับหนึ่ง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.  2517  ที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มต่างๆ มีส่วนร่วมทางการเมือง ผ่านระบบการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

 

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

สภาพการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.  2516 มีบรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้างมากขึ้น เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มที่มีอุดมการณ์เสรีนิยมและสังคมนิยม ต่างมีโอกาสในการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ได้แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะอุดมการณ์สังคมนิยมที่เริ่มแพร่หลายมากขึ้น กลุ่มที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มหวาดระแวงและคิดว่าพลังของนิสิตนักศึกษาขณะนั้นเป็นสิ่งอันตรายจะนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ปัญหาความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มแนวคิดสังคมนิยมและแนวคิดเสรีประชาธิปไตย  เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มเผด็จการทหารกลับเข้ามาแทรกแซงและเข้ายึดอำนาจทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาได้ต่อต้านการกลับเข้าประเทศของ จอมพลถนอม  กิตติขจร ซึ่งบวชเป็นสามเณรเดินทางเข้ามาทางสิงคโปร์ เพื่อเข้ามาบวชพระที่วัดในกรุงเทพฯ รวมทั้งการประท้วงการเดินทางเข้าประเทศของจอมพลประภาส ที่พยายามจะเดินทางเข้าประเทศ การต่อต้านได้ดำเนินและลุกลามเพิ่มขึ้น จนกระทั่งผู้ต่อต้านที่นครปฐมถูกแขวนคอ เป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการแสดงการแขวนคอล้อเลียนการเมือง แต่ภาพล้อเลียนของนักศึกษาดังกล่าว เมื่อถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะในภาพมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง ทำให้เกิดการต่อต้านและมีการโจมตีและสังหารนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 และในตอนเย็นวันเดียวกันนั้น พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้ยึดอำนาจและประกาศยุบสภา ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.  2517 และมีการแต่งตั้ง นายธานินทร์  กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งปีถัดมา ในวันที่20 ตุลาคม พ.ศ.  2520 พลเรือเอกสงัด  ชลออยู่ ได้ทำการยึดอำนาจอีกครั้ง และแต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

 

 

 

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม พ.ศ.  2535 เป็นเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชนเพื่อต่อต้านการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา  คราประยูร หนึ่งในผู้นำทหารในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผลของเหตุการณ์พฤษภทมิฬ ได้แสดงให้เห็นปฏิกิริยาของประชาชนที่ต่อต้านกระบวนการทางการเมืองที่พยายามยึดอำนาจรัฐในแบบเก่า และสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้มีการพัฒนาประชาธิปไตย มีระบบรัฐสภาที่มีตัวแทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง มากกว่าที่จะยอมรับการขึ้นมามีอำนาจของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ได้ส่งผลสำคัญต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นให้มีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง แก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.  2540 นอกจากนี้ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ทหารหรือกองทัพซึ่งเคยมีบทบาทอย่างมากในการเมืองไทยถูกลดบทบาทลง

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s